Gom Lab

15 Day Free Trial Coupon

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

บทความ ; "ฟ้าผ่าในสนามกอล์ฟ" วิกฤตภัยธรรมชาติบนพื้นที่สีเขียว บทเรียนเพื่อความปลอดภัยจากโศกนาฏกรรม


ภาพความสูญเสียจากเหตุการณ์ฟ้าผ่าสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นกรณีล่าสุดของนักกอล์ฟเยาวชนหญิงวัย 15 ปี และแคดดี้ในสนามกอล์ฟ ที่เกิดขึ้นล่าสุด รวมถึงกรณีของแคดดี้สาว (น้องหลิง) เมื่อช่วงปลายปี 2568 ได้สะท้อนให้เห็นว่า "สนามกอล์ฟ" พื้นที่กว้างใหญ่ที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติและพื้นที่โล่งแจ้ง กลายเป็นจุดเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตเมื่อสภาพอากาศแปรปรวน

ในฐานะนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านกีฬากอล์ฟ จึงขอเสนอมุมมองของเหตุการณ์เหล่านี้ว่า ไม่ได้เป็นเพียง "อุบัติเหตุสุดวิสัยจากธรรมชาติ" (Acts of God) เท่านั้น หากแต่มันคือปัญหาเชิงโครงสร้าง วัฒนธรรมองค์กร และการสื่อสารความเสี่ยงในสังคมที่สะท้อนผ่านมิติต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. ลักษณะปัญหา (Characteristics of the Problem) ปัญหาอุบัติภัยจากฟ้าผ่าในสนามกอล์ฟมีความจำเพาะและทวีความรุนแรงขึ้นจากปัจจัยแวดล้อมเชิงกายภาพและบริบททางสังคม กล่าวคือ

ลักษณะทางกายภาพของสนามกอล์ฟ สนามกอล์ฟเป็นพื้นที่ราบโล่งกว้าง มีต้นไม้สูงเด่นเป็นจุด ๆ และตัวนักกีฬาจะใช้อุปกรณ์ที่เป็นโลหะซึ่งทำหน้าที่เสมือนสายล่อฟ้า ประกอบกับการที่ผู้เล่นต้องสวมใส่รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้ากอล์ฟที่มีปุ่มยางซึ่งไม่ได้เป็นฉนวนไฟฟ้าที่สมบูรณ์เมื่อเผชิญกับสนามหญ้าชื้นแฉะ

ความสูญเสียต่อทรัพยากรบุคคลและอนาคตของชาติ การสูญเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัสของทั้งเยาวชนผู้มีศักยภาพสูง (เช่น นักกีฬากอล์ฟเยาวชนอายุเพียง 15 ปี) รวมถึงบุคลากรหน้างานอย่างแคดดี้ ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งทางจิตใจต่อครอบครัว สังคม และความเชื่อมั่นต่อมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมการกีฬา

ช่องว่างของการตัดสินใจภายใต้แรงกดดันทางเศรษฐกิจและเกมการแข่งขัน การดำเนินกิจการสนามกอล์ฟและการแข่งขันกีฬามักมีเรื่องของเวลา ค่าใช้จ่าย และตารางการแข่งขันที่อัดแน่น ทำให้เกิดภาวะจำยอมหรือการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการฝืนเล่นต่อท่ามกลางสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติ

2. ที่มาของปัญหา (Root Causes) เมื่อวิเคราะห์เจาะลึกถึงต้นตอของปัญหาผ่านกรอบการสื่อสารความเสี่ยง (Risk Communication) และการบริหารจัดการความปลอดภัย จะพบสาเหตุสำคัญ 3 ประการ ประกอบด้วย

2.1 ความบกพร่องในการสื่อสารสัญญาณเตือนภัย (Warning Communication Failure) ในหลายเหตุการณ์ ระบบการพยากรณ์อากาศหรือเรดาร์ตรวจจับพายุฝนฟ้าคะนองมีข้อมูลอยู่แล้ว แต่การส่งต่อสาร (Message Transmission) จากฝ่ายบริหารสนามหรือคณะกรรมการจัดการแข่งขันไปยังผู้เล่นในสนามอาจจะล่าช้า ไม่มีเสียงเตือนภัยที่ชัดเจน หรือขาดช่องทางสื่อสารฉุกเฉินที่เข้าถึงตัวนักกีฬาและแคดดี้ได้ทันที

2.2 วัฒนธรรม "ความเกรงใจ" และอำนาจนิยมในอุตสาหกรรมการบริการ (Power Dynamics & Culture) ในระบบการทำงานของสนามกอล์ฟ แคดดี้มักอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจต่อรองน้อย (Subordinate) เมื่อเทียบกับนักกอล์ฟหรือนายจ้าง และ/หรือสนาม การจะเอ่ยปากขอหยุดเกมหรือปฏิเสธการเดินออกรอบต่อขณะเริ่มเกิดฟ้าคะนองเล็กน้อย มักถูกจำกัดด้วยความเกรงใจ แรงกดดันเรื่องรายได้ หรือกลัวถูกตำหนิ เช่นเดียวกับนักกีฬาเยาวชนและผู้ปกครองที่อาจเกรงกลัวเสียสิทธิ์การแข่งขัน ทำให้ต่างฝ่ายต่าง "รอดูท่าที" จนกระทั่งสายเกินแก้

2.3 ความล้มเหลวในการสร้างความตระหนักรู้ (Lack of Lightning Literacy) สังคมยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนว่า "ฝนยังไม่ตก ฟ้ายังไม่ผ่า" หรือ "ฟ้าผ่าเกิดเฉพาะตอนที่ฝนตกหนักเท่านั้น" ทั้งที่ในความเป็นจริง ฟ้าผ่าสามารถเกิดขึ้นได้จากระยะไกล (Bolt from the blue) แม้ว่าจุดที่ยืนอยู่ท้องฟ้าจะโปร่งใสหรือฝนเพิ่งจะเริ่มหยดเท่านั้น

3. แนวทางการป้องกันและการแก้ไขเชิงระบบ (Preventive Measures) เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก จึงขอเสนอแนะมาตรการป้องกันแบบบูรณาการ ทั้งเทคโนโลยี มาตรการบังคับใช้ และการสื่อสารสังคมอย่างยั่งยืน ได้แก่

3.1 การติดตั้งระบบเตือนภัยอัจฉริยะและมาตรการหยุดเกมเด็ดขาด (Lightning Detection Systems & Zero-Tolerance Policy) สนามกอล์ฟและผู้จัดการแข่งขันทุกแห่งต้องติดตั้งเครื่องตรวจจับประจุไฟฟ้าในอากาศหรือระบบเรดาร์เตือนภัยฟ้าผ่าที่ได้มาตรฐาน และต้องกำหนดกฎระเบียบที่เด็ดขาด (Zero Tolerance) ว่า "หากสัญญาณเตือนดัง หรือตรวจพบความเสี่ยงในรัศมีกำหนด เกมต้องหยุดทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข" เช่น ห้ามมิให้มีการผ่อนผันให้เล่นต่อจนจบหลุม

3.2 การปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรและการสื่อสารเพื่อความปลอดภัย (Safety Culture & Empowerment) ต้องสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แคดดี้และนักกีฬาทุกคนมี "สิทธิอันชอบธรรม" ในการปฏิเสธการปฏิบัติงานหรือยุติการเล่นทันทีเมื่อรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย โดยปราศจากบทลงโทษหรือผลกระทบทางรายได้

3.3 ฝึกอบรมพนักงานและแคดดี้ให้มีความรู้เท่าทันภัยธรรมชาติและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เช่น การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ - AED ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการช่วยชีวิตช่วงนาทีทองก่อนจะส่งต่อไปยังหน่วยงานรักษาพยาบาล

4.บทบาทสื่อสารมวลชนและการรณรงค์ระดับชาติ (Public Journalism & Awareness Campaigns)

4.1 สื่อมวลชนควรเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอข่าวจากการเน้นรายงานความสูญเสียหลังเกิดเหตุ (Reactive Reporting) มาเป็นการเจาะลึกเชิงเตือนภัย วิเคราะห์ข้อบกพร่องด้านความปลอดภัย และให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับภัยจากฟ้าผ่า (Proactive & Educational Journalism)

4.2 หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น องค์กรกีฬา และสื่อ ควรร่วมกันผลักดัน "มาตรฐานความปลอดภัยด้านสภาพอากาศ" ให้เป็นข้อบังคับทางกฎหมายสำหรับสนามกีฬากลางแจ้งทุกประเภทและอย่างทั่วถึงทั่วประเทศ

บทสรุป

ทรัพยากรบุคคลไม่ว่าจะเป็นนักกอล์ฟเยาวชนและบุคลากรในสนามกอล์ฟ มีมูลค่าเกินกว่าจะปล่อยให้ความประมาทหรือช่องโหว่ของการบริหารจัดการคร่าชีวิตไป เหตุการณ์ฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นล่าสุดและในอดีตที่ผ่านมา ควรเป็น "สัญญาณเตือนครั้งสุดท้าย" ที่ดังยิ่งกว่าเสียงหวอใด ๆ ให้ทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมกีฬาโดยเฉพาะกอล์ฟ ได้หันมาตระหนักอย่างจริงจังว่า "ชัยชนะบนสังเวียนใดๆ ย่อมไม่มีคุณค่าและความสำคัญไปกว่าความปลอดภัยในชีวิตมนุษย์"

อีกหนึ่งช่องทางการติดตามข่าว

https://www.blockdit.com/posts/6ae8629339bea8f7f335e0a4

********************

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ข่าว ; ผลกอล์ฟการกุศล 2026 สมทบ “กองทุนหมอเจ้าฟ้า” ชิงถ้วยพระราชทาน 1 พ.ย.2569 สนามร่มหลวง


คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สนามกอล์ฟ เดอะ รอยัลเชียงใหม่ กอล์ฟรีสอร์ท จัดการแข่งขันกอล์ฟการกุศล 2026 สมทบ “กองทุนหมอเจ้าฟ้า” ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์  เมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ณ สนามกอล์ฟ เดอะ รอยัลเชียงใหม่ กอล์ฟรีสอร์ท (ร่มหลวง) ต.แม่แฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่

ประเภทการแข่งขัน ประกอบด้วย ประเภททีม ทีมละ 5 คน คิดคะแนนสุทธิ (Net Score) จากผู้เล่นที่ดีที่สุด 4 คน และคิดแต้มต่อสูงสุดไม่เกิน 18 และประเภทบุคคลทั่วไป แบ่งเป็น 4 Flight คือ Flight A แต้มต่อ 0-12 Flight B แต้มต่อ 13-18 Flight C แต้มต่อ 19-24 Flight D แต้มต่อ 25-36 สรุปผลการแข่งขันได้ดังนี้

ประเภททีม ชนะเลิศ ได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ คือทีม เชียงใหม่เรือนคำคอนสตรัคชั่น นักกีฬาประกอบด้วย กนก สาธุมนัสพันธุ์, จิรยุทธ ฉัตรศรีสุวรรณ, อาณกร หงวนตัก, อุกฤษฎ์ พงษ์ประพันธ์ และ ผศ.ดร.อภิชาติ เมฆบังวัน

ประเภทบุคคลทั่วไป ชนะเลิศ Over All Low Gross ถ้วยเกียรติยศ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม  วัฒนชัย ได้แก่ พ.ต.ท.ทัตตวีย์ ด่านพิทักษ์กูล Out 34-In 34-Total 68 (Handicap 2)

FLIGHT A ชนะเลิศ Low Gross ได้รับถ้วยเกียรติยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่  ได้แก่ กนก สาธุมนัสพันธุ์ ชนะเลิศ Low Net ได้รับถ้วยเกียรติยศ ดร.เจริญ  สิริวัฒนภักดี ได้แก่ ภาณุ อรุณปิติชัย รองชนะเลิศ Low Net ได้รับถ้วยเกียรติยศ คุณวารินทร์  พูนศิริวงศ์ ได้แก่ นพ.จิรพงศ์ วงศ์ฟัก

FLIGHT B ชนะเลิศ Low Gross ได้รับถ้วยเกียรติยศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ได้แก่ อาณกร หงวนตัด ชนะเลิศ Low Net ได้รับถ้วยเกียรติยศ ศ.ดร.นพ.เฉลิม  หาญพาณิชย์ ได้แก่ นิคม ภู่สว่าง รองชนะเลิศ Low Net ได้รับถ้วยเกียรติยศ นายกสมาคมศิษย์เก่าแพทย์เชียงใหม่ ได้แก่ พศิน อุดมพันธ์

FLIGHT C ชนะเลิศ Low Gross ได้รับถ้วยเกียรติยศ คุณหญิงชดช้อย  โสภณพาณิชย์ ได้แก่ วัชระ คำทอง ชนะเลิศ Low Net ได้รับถ้วยเกียรติยศ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 ได้แก่ นิฌรจ ทองกูล รองชนะเลิศ Low Net ได้รับถ้วยเกียรติยศ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 33 ได้แก่ ผศ.ดร.อภิชาติ เมฆบังวัน

FLIGHT D ชนะเลิศ Low Gross ได้รับถ้วยเกียรติยศ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ รศ.ดร.ธงชัย ฟองสมุทร ชนะเลิศ Low Net ได้รับถ้วยเกียรติยศ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แก่ วรวิทย์ ยุวนะสิริ รองชนะเลิศ Low Net ได้รับถ้วยเกียรติยศ ดร.ณรงค์  ตนานุวัฒน์ กงสุลกิตติมศักดิ์ราชอาณาจักรเบลเยี่ยม จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ พ.ท.สุขุม แพทยารักษ์

นอกจากนี้ ยังมีผู้สามารถทำ Hole in One ที่หลุม 17 พาร์ 3 ได้รับรางวัลพิเศษ รถจักรยานยนต์ มูลค่า 50,000 บาท สนับสนุนโดย ผศ.นพ.โชติ  นิสูง ศิษย์เก่าแพทย์เชียงใหม่ รุ่นที่ 20 ส่วนที่ หลุม 6 พาร์ รถยนต์ Nissan Almera EL CVT สนับสนุนโดยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และหลุมอื่นๆ ไม่มีผู้ใดสามารถทำได้

อีกหนึ่งช่องทางการติดตามข่าว

https://www.blockdit.com/posts/6ae76550a103a6eb515da12e

*********************

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ข่าว ; ผลกอล์ฟ Chiang Mai October Golf Fest 2026 สนาม 1 กัซซันขุนตาน 31 ตุลาคม 2569


สมาคมกอล์ฟรีสอร์ทภาคเหนือ ร่วมกับ สนามกัซซันพาโนราม่า กอล์ฟคลับ จ.ลำพูน จัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ Chiang Mai October Golf Fest 2026 สนามที่  เมื่อวันอาทิตย์ที่ 31 ตุลาคม 2569 ซึ่งเลื่อนมาจากวันที่ 3 ตุลาคม 2569 มีรางวัลทั้งประเภททีมและประเภทบุคคล สรุปผลการแข่งขันได้ดังนี้

ชนะเลิศ Overall Low Gross ได้แก่ ภานุ อรุณปิติชัย สกอร์ Out 37-In 36 Total 73

Flight A (0-12) ชนะเลิศ หิรัญ อติพลางกูล 39-37-76 (7) 69 รองชนะเลิศอันดับ 1 พันธวัฒน์ ยงบุญเนียม 37-38-75 (5) 70 รองชนะเลิศอันดับ 2 สุทัศน์ คำจักร 40-41-81 (11) 70

Flight B (13-24) ชนะเลิศ อัครวิทย์ ระบิน 42-45-87 (16) 71 รองชนะเลิศอันดับ 1 อำนาจ ไชยพรหม 37-48-85 (13) 72 รองชนะเลิศอันดับ 2 อัคพงศ์ ระบิน 43-45-88 (16) 72

Flight C (25-36) ไม่มีผู้ทำคะแนนเข้าเกณฑ์

Flight Lady (0-36) ชนะเลิศ Park Yougmi 36-37-73 (3) 70 รองชนะเลิศอันดับ 1 กชกร แสงมล 44-49-93 (21) 72 รองชนะเลิศอันดับ 2 นาอึน 49-51-100 (25) 75

Flight Senior (0-24) ชนะเลิศ สุขสวัสดิ์ อธิปัญญาพันธ์ 43-42-85 (15) 70 รองชนะเลิศอันดับ 1 ชาญชิต คำเลิศ 37-38-75 (4) 71 รองชนะเลิศอันดับ 2 พล.ต.สมชาย ทาวงศ์มา 40-41-81 (9) 72

ประเภททีม โดยการคิดคะแนนเน็ตสกอร์รวมดีที่สุด 4 คน ชนะเลิศได้แก่ ทีม ชาญชิต คำเลิศ สกอร์รวม 277 นักกีฬาประกอบด้วย ชาญชิต คำเลิศ, ภานุ อรุณปิติชัย, หิรัญ อติพลางกูล กิตติคุณ คุ้มเกตุ, สุทัศน์ คำจักร และ กชกร แสงมล

อีกหนึ่งช่องทางการติดตามข่าว

https://www.blockdit.com/posts/6ae602a91ed360b8cb7ea089

*****************

ข่าว ; ศาลปกครอง - สถาบันโรคทรวงอก สานพลังความร่วมมือทางวิชาการและการบริการส่งเสริมสุขภาพ


นายเจตน์ สถาวรศีลพร เลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และ นายแพทย์วีรวุฒิ อิ่มสำราญ  อธิบดีกรมการแพทย์ ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการและการบริการส่งเสริมสุขภาพ ระหว่าง สำนักงานศาลปกครอง กับ สถาบันโรคทรวงอก โดยมีนายถาวร ขาวสอาด รองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และ นายแพทย์เขตต์ ศรีประทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก ลงนามเป็นสักขีพยาน  ณ อาคารศาลปกครองสูงสุด ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ  ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร

โดยการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการป้องกันและดูแลด้านโรคทรวงอก และการประสานงานด้านบริการแก่บุคลากรของสำนักงานศาลปกครอง ตลอดจนเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือด้านวิชาการ องค์ความรู้ทางกฎหมาย และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรของสถาบันทรวงอก เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการสาธารณะที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของทั้งสองหน่วยงานให้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

อีกหนึ่งช่องทางการติดตามข่าว

https://www.blockdit.com/posts/6ae55f801ed360b8cb379823

********************

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2569

รายงาน ; “กะเพรา” กับข้อมูลบางส่วนที่น่ารู้


ประเทศไทยมีกะเพราหลากหลายสายพันธุ์ โดยมีข้อมูลระบุว่ามีกะเพรามากกว่า 300 สายพันธุ์ ซึ่งประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการสามารถปลูก บริโภค และจำหน่ายได้ตามปกติ

ที่มาการพัฒนาพันธุ์กะเพรา “แก้วจุรี 01–04”

การวิจัยและพัฒนากะเพราพันธุ์ใหม่ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ “แก้วจุรี 01–04” มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตอาหารของบริษัท ซีพีแรม จำกัด โดยมีแนวทางการเพาะปลูกภายในโครงการ “เกษตรกรคู่ชีวิต” ซึ่งดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 20 ปี

โครงการดังกล่าวไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการรับซื้อใบกะเพราจากเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการเพาะปลูก การควบคุมคุณภาพ และการสร้างความร่วมมือกับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด

นอกจากนี้ แปลงเพาะปลูกของเกษตรกรในโครงการส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกับโรงงาน ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวและขนส่งใบกะเพราสดเข้าสู่กระบวนการผลิตได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรักษาความสดใหม่ คุณภาพ และความปลอดภัยของวัตถุดิบ ตลอดจนส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์อาหารที่ผลิตได้มีรสชาติและคุณภาพที่สม่ำเสมอ

การพัฒนาพันธุ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างประโยชน์แก่เกษตรกร

การพัฒนากะเพราสายพันธุ์ใหม่ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกและตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมอาหาร โดยมุ่งเน้นคุณลักษณะที่สำคัญ ได้แก่ ความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพอากาศที่แปรปรวน การเจริญเติบโตที่รวดเร็ว และการให้ผลผลิตสูงอย่างสม่ำเสมอ

ในด้านคุณภาพ กะเพราที่พัฒนาขึ้นมีเป้าหมายให้ใบใหญ่มีกลิ่นหอมและรสชาติเข้มข้น เหมาะสำหรับใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประทานเมนูกะเพราที่มีรสชาติอร่อย ได้มาตรฐาน และมีคุณภาพสม่ำเสมอ

การคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542

ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุว่า ปัจจุบันมีพืช 107 รายการได้รับการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดยมีผลงานการพัฒนาพันธุ์จากทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งนี้ การได้รับความคุ้มครองและขอบเขตสิทธิของผู้ทรงสิทธิเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

อย่างไรก็ตาม การมีพันธุ์พืชใหม่ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไม่ได้หมายความว่าพันธุ์พืชดั้งเดิมทุกสายพันธุ์จะถูกจำกัดการใช้ประโยชน์จากการปลูก บริโภค ขยายพันธุ์ และจำหน่ายพืชแต่ละชนิดด้วย

ความเป็นไปได้ในการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างกะเพราพันธุ์ใหม่กับกะเพราทั่วไปตามธรรมชาติ

กะเพราพันธุ์ “แก้วจุรี 01–04” มีชุดโครโมโซม 4 ชุด (4x) ขณะที่กะเพราทั่วไปมีชุดโครโมโซม 2 ชุด (2x) ความแตกต่างของจำนวนชุดโครโมโซม จะส่งผลให้เมล็ดลูกผสมที่เกิดขึ้นเป็นหมัน หรือฝ่อไปได้

การวิจัยและพัฒนา รากฐานสำคัญของนวัตกรรม และความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ

การวิจัยและพัฒนาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ นวัตกรรม และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม ประสบการณ์จากหลายประเทศของโลกที่มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐกิจ ล้วนแสดงให้เห็นว่าการลงทุนด้านการวิจัยอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

ประเทศไทยมีบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาที่มีความรู้ความสามารถในหลายสาขา การสนับสนุนให้บุคลากรเหล่านี้ได้พัฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคเอกชน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่นวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม งานวิจัยแต่ละชิ้นล้วนมีคุณค่าในฐานะส่วนหนึ่งของการสะสมองค์ความรู้ เมื่อนำผลการวิจัยจากหลากหลายสาขามาบูรณาการร่วมกัน ก็อาจนำไปสู่การค้นพบและนวัตกรรมใหม่ที่สร้างประโยชน์ในวงกว้าง

ด้วยเหตุนี้ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาจึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และชีวิตความเป็นอยู่ของสังคมที่ดีขึ้น

อีกหนึ่งช่องทางการติดตามข่าว

https://www.blockdit.com/posts/6ae49fb6dd3fd2cc090b95bb

ที่มา - วิวาลดี้ พีอาร์ ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM)

********************

ข่าว ; ประกวดกระทงยี่เป็งเชียงใหม่ 2569 เข้มข้น หลายหน่วยงานทุ่มสุดตัวจัดทำเพื่อหวังเป็นคว้ารางวัลพระราชทาน


ตามที่เทศบาลนครเชียงใหม่ กำหนดจัดงานประเพณีเดือนยี่เป็ง ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายน 2569 เพื่อเฉลิมฉลองเชียงใหม่ครบรอบ 730 ปีอย่างยิ่งใหญ่ มีกิจกรรมต่างๆ ให้เที่ยวชมฟรีอย่างมากมาย โดยเฉพาะคืนวันที่ 25 พฤศจิกายน 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของงาน มีการจัดประกวดกระทงใหญ่ ชิงถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

และเพื่อให้การจัดประกวดดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 เวลา 09.30 น.นายสุนทร ยามศิริ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ได้เป็นประธานประชุมคณะกรรมการตัดสินการประกวดกระทงใหญ่ ที่ห้องประชุมเทศบาลนครเชียงใหม่ เพื่อให้คณะกรรมการตรวจรูปแบบกระทงที่ส่งเข้าประกวด ให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ หากกระทงใดไม่ได้มาตรฐานจะตัดออกจากการประกวดทันที

กระทงที่แจ้งความประสงค์เข้าประกวดชิงถ้วยพระราชทาน มีจำนวน 16 กระทง ซึ่งเป็นกระทงกงสุลต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ กระทงจากมหาวิทยาลัย จากศูนย์การเรียนรู้ จากชมรม และหน่วยงานภาคเอกชน คณะกรรมการได้ตรวจจากภาพที่ผู้ส่งกระทงเข้าประกวดนำเสนอต่อคณะกรรมการ

โดยขนาดกระทงต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า 6 เมตร ความกว้างไม่น้อยกว่า 3 เมตรและไม่เกิน 4 เมตร ความสูง 4.50 เมตร ตกแต่งด้วยความประณีตสวยงาม สื่อถึงความเฉลิมฉลองครบรอบ 730 ปีจังหวัดเชียงใหม่ จากการตรวจโดยละเอียดโดยใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมงปรากฏว่าทั้ง 16 กระทงผ่านมาตรฐานที่คณะกรรมการกำหนด  มีสิทธิเข้าประกวดชิงถ้วยพระราชทาน นอกจากนี้ยังมีอีก 7 กระทงแจ้งเข้าร่วมขบวนแห่โดยไม่ประกวดชิงถ้วยพระราชทาน

สำหรับวันที่ 25 พฤศจิกายน 2569 เวลา 18.30 น. กระทงที่เข้าประกวดและไม่ประกวดรวม 23 กระทง จะเคลื่อนขบวนออกจากจุดที่ตั้งถนนคชสาร หน้าข่วงท่าแพ เข้าถนนท่าแพ ผ่านกลางเมืองเชียงใหม่ เคลื่อนไปตามถนนวิชยานนท์ ถนนวังสิงห์คำ ริมฝั่งน้ำปิงผ่านหน้าสำนักงานเทศบาลนครเชียงใหม่ ผ่านคณะกรรมการตัดสิน คณะผู้บริหารเทศบาล และแขกรับเชิญ สิ้นสุดขบวนแห่หน้าตลาดเมืองใหม่

จากนั้น จะมีการประกาศผลการตัดสินผลการประกวด กระทงรางวัลชนะเลิศ ได้รับถ้วยพระราชทาน พร้อมเงินรางวัล 200,000 บาท, รองชนะเลิศอันดับ 1 รับถ้วยรางวัลและเกียรติบัตร พร้อมเงินรางวัล 150,000 บาท, รองชนะเลิศอันดับ 2 รับถ้วยรางวัลและเกียรติบัตร พร้อมเงินรางวัล 100,000 บาท นอกจากนั้นอีก 13 กระทงที่เข้าประกวด ได้รับเงินกระทงละ 80,000 บาท

นายสุนทร ยามศิริ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เปิดเผยว่า กระทงที่เข้าประกวดแต่ละรายได้ทุ่มเงินตกแต่งกระทงจำนวนที่สูงมาก ขนาดกระทงที่คณะกรรมการกำหนดให้มีความยาวไม่ต่ำกว่า 6 เมตร ปรากฏว่าทุกกระทงที่ส่งเข้าประกวดมีความยาวไม่น้อยกว่า 10 เมตร บางกระทงความยาวถึง 19 เมตร ใช้งบประมาณแต่งกระทงร่วม 1,000,000 บาท เพื่อจะเอาชนะคู่แข่ง และยังติดต่อดาราที่มีชื่อเสียงมานั่งบนกระทงด้วย ดังนั้นการประกวดกระทงที่เทศบาลนครเชียงใหม่จัดปีนี้ คาดว่าจะมีสีสันให้ผู้ชมกระทงเกิดความประทับใจได้มากยี้งขึ้น.

อีกหนึ่งช่องทางการติดตามข่าว

https://www.blockdit.com/posts/6ae457ac1ed360b8cbbfcc48

******************

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ข่าว ; TWILIGHT GOLF ที่กัซซันเลกาซี่ เหลือเพียง 2 วัน กับราคาโปรโมชั่นนอกฤดูท่องเที่ยว


เหลือเวลาอีกเพียง 2 วันเท่านั้น สำหรับโปรโมชั่น TWILIGHT GOLF ในช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยวหรือ "กรีนซีซั่น" สำหรับการออกรอบที่ สนามกอล์ฟ กัซซันเลกาซี่ กอล์ฟคลับ จ.ลำพูน ตั้งแต่ 15.00 น. เป็นต้นไป ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 ในราคาเพียงคนละ 1,250 บาท กับแพคเกจรวมกรีนฟี แคดดี้ รถกอล์ฟ สำหรับนักกอล์ฟคนไทยและไทยเรสซิเด้นท์เท่านั้น

ส่วนราคาสำหรับนักกอล์ฟนักท่องเที่ยวทั่วไป Visitor Rate ออกรอบได้ในราคาคนละ 2,000 บาท กับแพคเกจรวมกรีนฟี แคดดี้ รถกอล์ฟ

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นฤดูการท่องเที่ยว "ไฮซีซั่น" ที่จะมีนักกอล์ฟนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาจำนวนมาก ราคาค่าออกรอบเล่นกอล์ฟจะมีการปรับราคาขึ้นทุกสนาม ซึ่งอาจจะแตกต่างกันออกไปตามที่แต่ละสนามกำหนด

นอกจากนั้น สนามกอล์ฟและรีสอร์ท "เครือกัซซัน" จ.ลำพูน ยังมีโปรโมชั่นการเล่นกอล์ฟ ที่พัก การจัดเลี้ยง อาหารเมนูพิเศษ และรายการอื่นที่น่าสนใจอีกมากมายหลายรายการ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กัซซันเลกาซี่ กรีนฟี โปรชอป โทร.053-921846, 081-7167711 กัซซันพาโนราม่า กรีนฟี โปรชอป โทร.065-4165961 ฝ่ายขายและการตลาด โทร.053-921815, 083-5800146 หรือที่ Line ID : Gassangolf

อีกหนึ่งช่องทางการติดตามข่าว

https://www.blockdit.com/posts/6ae315b8c95a5e3377f950c8

****************